HISO-สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ
หนังสือพิมม์แนวหน้า [ วันที่ 09/02/2555 ]
ไทยจัดประชุม"นโยบายแอลกอฮอล์โลก"สธ.เผยตายปีละกว่า 2.5 ล้านคน
          ที่กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุขจ.นนทบุรีนายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย ดร.มัวรีน เบอร์มิงแฮมผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)และ นายดิเรก รัทเธอร์ฟอร์ด (Mr.Derek Rutherford)ประธานกรรมการเครือข่ายแอลกอฮอล์ระดับโลก(GAPA) แถลงข่าวว่า ในวันที่ 13-15 กุมภาพันธ์ 2555 ที่จะถึงนี้ ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดประชุม "นโยบายแอลกอฮอล์ระดับโลก" (Global Alcohol Policy Conference, GAPC) ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรกในโลกที่อิมแพค เมืองทองธานี เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้ทุกประเทศปฏิบัติงานตามแผนยุทธศาสตร์ลดปัญหาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับโลกโดยจะมีผู้เชี่ยวชาญนักวิชาการจากทั่วโลกเข้าร่วมประชุมกว่า 800 คน
          นายวิทยา กล่าวว่า ขณะนี้ทั่วโลกให้ความสำคัญการป้องกันและลดปัญหา ผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น โดยองค์การอนามัยโลก ระบุว่า เหล้า เป็น 1 ใน 4 ของกลุ่มตัวการร้ายที่ทำลายสุขภาพคือ บุหรี่ อาหารขยะและการไม่ออกกำลังกาย โดยได้รวบรวมข้อมูลจากประเทศสมาชิกทั่วโลก พบว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นสาเหตุให้ประชากรโลกเสียชีวิตปีละกว่า 2.5 ล้านคน เฉลี่ยนาทีละ 4.8 คน เฉพาะในกลุ่มอายุ 15-29 ปี มีรายงานเสียชีวิตปีละ 320,000 คน ยังไม่รวมถึงการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจร การทำร้ายร่างกาย การป่วย ผลกระทบต่อครอบครัวและเด็กอีกจำนวนมาก ข้อมูลใน พ.ศ.2548 ประชากรโลกอายุ 15 ปีขึ้นไปดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เฉลี่ยคนละ 6.13 ลิตรต่อปี ล่าสุดที่ประชุมสมัชชาอนามัยโลก ใน พ.ศ.2553 มีมติรับรองยุทธศาสตร์โลกเพื่อจัดการปัญหาจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นกรอบให้ประเทศสมาชิก 192 ประเทศ เพื่อลดการเจ็บป่วย เสียชีวิตลดผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจจากเครื่องดื่มชนิดนี้
          ทั้งนี้ ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติล่าสุดในปี 2554 พบในกลุ่มประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ดื่มสุรา 17 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 32 ของประชากรวัยนี้ที่มีทั้งหมด 53.9 ล้านคน ผู้ชายดื่มมากกว่าผู้หญิง 5 เท่าตัว ผู้ชายเริ่มดื่มอายุเฉลี่ย19.4 ปี ผู้หญิงอายุ 24.6 ปี และเมื่อเทียบกับ พ.ศ.2552 พบผู้ชายมีแนวโน้มอัตราการดื่มลดลงจากร้อยละ 54.5 เป็นร้อยละ 53.4 ส่วนผู้หญิงอัตราการดื่มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10.8 เป็นร้อยละ 10.9