HISO-สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ
หนังสือพิมม์เดลินิวส์ [ วันที่ 08/10/2557 ]
คนไทยตายจากอุบัติเหตุทางถนนอันดับ3โลก
มาต่อรายงานประจำปีของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เรื่องของสิทธิด้านความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตบนท้องถนน
          โรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รายงานข้อมูลผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ในปี 2554 และ 2555 เท่ากับ 23,787 คน และ 23,104 คน ใกล้เคียงกับรายงานข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ที่ระบุว่า ในปี 2553 ไทยมีผู้เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางถนนสูงถึง 26,312 คน คิดเป็น 38.1 ต่อประชากร 1 แสนคน จัดอันดับให้ประเทศไทยมีความรุนแรงสูงเป็นอันดับ 3
          ของโลก และเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย
          จากข้อมูลแหล่งต่าง ๆ จะเห็นว่าตัวเลขแตกต่างกันค่อนข้างมาก แสดงให้เห็นว่าระบบข้อมูลซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญของการกำหนดนโยบายและมาตรการในการแก้ปัญหา ยังบกพร่อง ขาดการจัดการให้เป็นฐานข้อมูลกลางเพื่อใช้ประเมินสถานการณ์ รวมทั้งขาดความน่าเชื่อถือ
          จากรายงานองค์การอนามัยโลกว่าด้วยความปลอดภัยทางถนน ประจำปี 2553 ระบุสถิติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนต่อประชากร 1 แสนคนของประเทศในอาเซียน ดังนี้ มาเลเซียเสียชีวิต 25 คน อินโดนีเซีย 17.7 คน ฟิลิปปินส์ 9.1 คน สิงคโปร์ 5.1 เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน ไทยมีสถิติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงสุด และเป็นสัดส่วนที่ต่างจากประเทศในอาเซียนค่อนข้างมาก
          เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ไทยตื่นตัวต่อปัญหาอุบัติเหตุทางถนนอยู่ระยะหนึ่ง มีการประกาศนโยบายให้ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนเป็นวาระแห่งชาติ มีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักในการประสานงานกับทุกภาคส่วน กำหนดมาตรการรณรงค์ มาตรการทางกฎหมาย ให้ความสำคัญกับการรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ แต่การทำงานคงรูปแบบซ้ำเดิมเหมือนกันทุกปี รวมทั้งไม่ดำเนินงานต่อเนื่องทั้งปี
          แม้ในปี 2553 ไทยขานรับนโยบายจากสหประชาชาติ ประกาศให้ปี 2554-2563 เป็นทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน ตั้งเป้าลดอัตราการตายจากอุบัติเหตุทางถนนให้ต่ำกว่า 10 คนต่อประชากรแสนคน รวมทั้งประกาศให้ปี 2554 เป็นปีรณรงค์สวมหมวกนิรภัย 100% แต่แนวนโยบายหรือมาตรการต่าง ๆ ที่ได้กำหนดขึ้น ไม่ได้ถูกนำมาแปลงสู่การปฏิบัติ
          สถานการณ์ความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนจึงยังเกิดขึ้นอย่างเรื้อรังต่อเนื่อง มีแนวโน้มที่จะแย่มากขึ้นกว่าเดิม.